พระพุทธเจาทรงสั่งสอนอะไร

เมื่อกอนพุทธศักราช ๘๐ ปไดมีมหาบุรุษทานหนึ่งเกิดขึ้นนมาในโลกเปนโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาแหงกรุงกบิลพัสดุสักกชนบท ซึ่งบัดนี้ อยู ในเขตประเทศเนปาล มีพระนามวา “สิทธัตถะ” ตอมาอีก ๓๕ ปพระสิทธัตถะได ตรัสรู ธรรม ได พระนามตามความตรัสรูวา “พุทธะ” ซึ่งไทยเรียกวา “พระพุทธเจา” พระองค ไดทรงประกาศพระธรรมที่ได้ตรัสรูแก่ประชาชนจึงเกิดพระพุทธศาสนา (คําสั่งสอนของ พระพุทธะ) และบริษัท ๔ คือ ภิกษุ (สามเณร) ภิกษุณี (สามเณรี) อุบาสกอุบาสิกาขึ้นใน โลกจําเดิมแตนั้น บัดนี้ในเมืองไทยมีแตภิกษุ (สามเณร) อุบาสกอุบาสิกา ภิกษุนั้น คือ ชายผูมีอายุยังไมครบ ๒๐ ปหรือแม้ อายุเกิน ๒๐ ปแล้วเข้ามาถือบวช ปฏิบัติสิกขาของ สามเณรอุบาสกอุบาสิกานั้นคือคฤหัสถชายหญิงผูนับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (ที่พึ่ง) และปฏิบัติอยูในศีลสําหรับคฤหัสถ์บัดนี้มีคําเรียกชายหญิงทั้งเด็กทั้งผูใหญผู ประกาศตนเปนสรณะวา “พุทธมามะกะ” “พุทธมามิกะ” แปลวา “ผูนับถือพระพุทธเจ้าวา เปนพระของตน”

พระพุทธศาสนาไดแผออกจากประเทศถิ่นที่เกิดไปในประเทศตาง ๆ ในโลก

หลักเคารพสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือ พระรัตนตรัย (รัตนะ ๓) ได แก พระพุทธเจาคือ พระผูตรัสรูพระธรรม แล้วทรงประกาศสั่งสอนตั้งพระพุทธศาสนาขึ้น พระธรรม คือ สัจธรรม (ธรรม คือความจริง) ที่พระพุทธเจ้าได ตรัสรูและได ทรง ประกาศสั่งสอนเปนพระศาสนาขึ้น พระสงฆ คือ หมูชนผูไดฟงคําสั่งสอน ไดปฏิบัติ และไดรูตามพระพุทธเจา บางพวกออกบวชตาม ไดชวยนําพระพุทธศาสนาและสืบตอวงศ  การบวชมาจนถึงปจจุบันนี้

ทุกคนผูเข้ามานับถือพระพุทธศาสนาจะเปนคฤหัสถก็ตาม จะถือบวชก็ตามตองทํากิจเบื้องตน คือ ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยนี้เปนสรณะคือ ที่พึ่ง หรือดังที่เรียกวานับ ถือเปนพระของตน เทียบกับทางสกุลคือ นับถือพระพุทธเจ้าเปนพระบิดาผูใหกําเนิด ชีวิตในทางจิตใจของตน พุทธศาสนิกชนยอมสังคมกับผูนับถือศาสนาอื่นได และยอม แสดงความเคารพสิ่งเคารพในศาสนาอื่นได ตามมรรยาทที่ เหมาะสม เชนเดียวกับแสดง ความเคารพบิดาหรือมารดา หรือผูใหญของคนอื่นได แตก็คงมีบิดาของตน ฉะนั้น จึงไม ขาดจากความเปนพุทธศาสนิกชนตลอดเวลาที่นับถือพระรัตนตรัยเปนของตน เชนเดียวกับเมื่อยังไมตัดบิดาของตนไปรับบิดาของเขามาเปนบิดาก็คงเปนบุตรธิดาของ บิดาตนอยูหรือเมื่อยังไมแปลงสัญชาติเปนอื่น ก็คงเปนไทยอยูนั่นเอง ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงไมคับแคบ ผูนับถือยอมสงคมกับชาวโลกตางชาติตางศาสนาได สะดวก ทั้งไมสอนให ลบหลูใครตรงกันขามกลับให ความเคารพตอผูควรเคารพทั้งปวง และไมซอนเร้นหวงกันธรรมไวโดยเฉพาะใครจะมาศึกษาปฏิบัติก็ไดทั้งนั้น โดยไมตอง มานับถือกอน ทั้งนี้ เพราะแสดงธรรมที่เปดทางใหพิสูจน ไดวา เปนสัจจะ (ความจริง) ที่ เปนประโยชนสุขแกการดํารงชีวิตในปจจุบัน สัจธรรมที่เปนหลักใหญใน พระพุทธศาสนาคืออริยสัจ ๔

Share Button