พุทธศาสนาสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท

พระมหาธรรมราชาลิไท พระองค์นี้ทรงเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงและ ทรงเป็นกษัตริย์สุโขทัยในลำดับรัชกาลที่ ๕ พระองค์มีพระนามเมื่อราชาภิเษกว่า “พระเจ้าศรี สุริยพงศาราม มหาธรรมราชาธิราช” ยุคนี้เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ยิ่งเจริญรุ่งเรือง ยิ่งขึ้น จะว่าเจริญถึงจุดสุดขีดก็ว่าได้ถ้าจะสรุปพระราชกรณียกิจในเรื่องการพระศาสนาของ พระองค์แล้ว ก็ทรงบริหารงานพระศาสนาและการศึกษาของประชาชนพลเมือง ในทำนอง เดียวกันกับสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หากแต่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น เจริญรุ่งเรื่องยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็ด้วยผลงานที่พ่อขุนรามคำแหงได้ทรงปูพื้นฐานที่ดีงามไว้แล้ว เป็นปัจจัยสำคัญด้วย ประการหนึ่งนั่นเอง

งานด้านพระศาสนาและด้านการศึกษาในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท มีหลาย ด้านหลายประการมากมาย ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างที่สุด ทรง ใฝ่พระทัยในการพระศาสนาและการศึกษาเป็นที่สุด ทรงรอบรู้ในพระธรรมวินัยไตรปิฎกอย่าง มาก ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองได้ร่มเย็นเป็นสุข และทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างที่สุด เช่นกัน นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์และทรงเป็นกษัตริย์นักการศาสนาชั้นเยี่ยม หากจะ สรุปพระราชกรณียกิจ และผลงานในด้านการนี้ของพระองค์แล้วก็คงได้แก่

  1. ทรงอาราธนาพระเถระชาวลังกาจากลังกาทวีปเข้ามา เป็นการเสริมสร้างพระราช กรณียกิจของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระอัยกาของพระองค์ที่ทรงเลื่อมใสในลัทธิลังกาวงศ์ แต่ว่าในครั้งสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้น เพียงแต่อาราธนาพระสงฆ์ไทยในลัทธิลังกาวงศ์มาจาก เมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น
  2. ทรงศึกษาเล่าเรียนในสำนักสงฆ์ลังกาวงศ์ และสำนักราชบัณฑิตจนทรงทราบ พระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน
  3. ทรงบำรุงการเล่าเรียนพระไตรปิฎก โดยสร้างปราสาทราชมณเฑียรสถาน (สร้างเป็นแบบก่ออิฐถือปูน ไม่ใช่สร้างด้วยไม้และในหนังสือนางนพมาศ บอกชื่อปราสาทราช มณเฑียรนี้ว่า ชื่อพระที่นั่งอินทราภิเษก พระที่นั่งอดิเรกภิรมย์ พระที่นั่งอุดมราชศักดิ์ พระที่นั่ง ชัยชุมพล พระที่นั่งชลพิมาน พระที่นั่งพิศาลเสาวรส พระปรัศรัตนนารีพระปรัศศรีอับศร) แล้วทรงเผดียงสงฆ์ได้เข้าไปเรียนพระไตรปิฎกในบริเวณปราสาทนั้น
  4. ทรงให้ราชบุรุษไปรับพระบรมธาตุมาจากลังกาทวีป แล้วนำไปบรรจุไว้ที่เมืองนครชุม
  5. ทรงจัดวางแบบแผนในสังฆมณฑลเยี่ยงลังกาให้มั่นคงยิ่งขึ้น (เอกสารบางฉบับว่า พระมหาธรรมราชาลิไท ทรงแบ่งสงฆ์ออกเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายอรัญวาสีและฝ่ายคามวาสี เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง)
  6. ทรงรับภาระสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชนเพิ่มเข้าในราชกิจด้วย
  7. ทรงรับพระไตรสรณคมน์ (จากพระมหาสวามีพระเถระชาวลังกาตามข้อ ๑ เป็น อุปัชฌาย์) บรรพชาที่ในพระราชมณเฑียร แล้วออกไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ ณ ป่ามะม่วง ในอรัญญิก  พระราชกรณียกิจนี้ นับเป็นแบบอย่างสืบมาจนทุกวันนี้ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกทรง ผนวช
  8. ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือไตรภูมิพระร่วง หรือเตภูมิกถา
    สำหรับเรื่องการทรงศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎก และวิชาการต่างๆ เชี่ยวชาญและการ อาราธนาพระมหาสวามีในข้อ ๑และข้อ ๒ นั้น มีความตามคำแปล ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง หลักที่ ๔ ด้านที่ ๒ ว่า

“เรียนพระวินัย พระอภิธรรมโดยโลกาจารย์ มีพราหมณ์และดาบสเป็นต้น สมเด็จ พระบพิตรทรงพระราชบัญญัติคัมภีร์เพศ ศาสตราคม ธรรมนิยาย มีโชยติศาสตร์ (ตำราโหร) เป็นต้น (ตำรา)พรรษา มาส สุริยคราส จันทรคราส ทรงสรรพพิจารณาพระองค์ทรงพระปรีชา โอฬาริก ฝ่ายผาลคุณานุต (คือวันสิ้นเดือน ๔)…แลศักราชที่เกิน ทรงได้แก้ให้สิ้นเบาถูกต้อง พระองค์ทรงพิจารณา อูณ อธิกมาส ทินวาร นักษัตร ให้ทราบเป็นสังเขป โดยกรรมสิทธิ์ สมเด็จบพิตรอาจถอน อาจลบ อาจเติม…โดยสิทธิศักดิ์ พระกรรม ทุกมาตรากฎ ศรีเกียรติ แท้…เสด็จเสวยราชสมบัติในศรีสัชนาลัยได้ ๒๒ ปีลุมหาศักราช ๑๒๘๓ ศกฉลูสมเด็จพระ บพิตรตรัสให้ราชบัณฑิตไปอาราธนามหาสามีสังฆราช อันกอบด้วยศีล ทรงเรียนพระไตรปิฎก จบ อันสถิตอยู่ในลังกาทวีปซึ่งมีศีลาจารย์ คล้ายกับขีณาสพครั้งโบราณ (ตรัสให้อาราธนามหา สามี) จากนครพ้นแล้วครึ่งทาง จึงรับสั่งให้นายช่างปลูกกุฎีวิหารระหว่างป่ามะม่วง อันมีในทิศ ประจิมเมืองสุโขทัยนี้”

อันกษัตริย์กรุงสุโขทัยนั้น นอกจากพ่อขุนรามคำแหง จะได้รับสมัญญาเป็นกษัตริย์ “มหาราช” แล้ว ถ้าพิจารณาจากพระราชกรณียกิจของพระมหาธรรมราชาลิไท ในด้านต่าง ๆ แล้ว ถ้าจะถวายพระนามว่า “ธีรราช” อีกสักพระองค์หนึ่งก็น่าจะเหมาะสมกับพระเกียรติคุณ เป็นแน่แท้

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระมหาธรรมราชาลิไท ที่ควรกล่าวและย้ำไว้อีกคือ ทรงให้ขุดคลองและทำถนนแต่เมืองสุโขทัย ไปจนเมืองศรีสัชนาลัย และเมือง น้อยใหญ่ เป็นการสนองพระราชกุศล สนองพระคุณพระราชบิดา ถนนที่ว่านี้ก็คือ ถนนพระร่วง นี้เอง

ทรงชำนาญโหราศาสตร์อาจจะถอนจะยกจะลบปีเดือนมิให้คลาดเคลื่อน

การที่ทรงผนวชนั้น นอกจากจะเป็นแบบอย่างสำหรับพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ย่อมนับเป็น จุดเริ่มต้นของการที่ให้คนไทยได้บวชเรียนเป็นประเพณีสืบต่อ ๆ กันมาจนทุกวันนี้แต่ทั้งนี้ส่วน ใหญ่มักมองข้ามว่าจุดเริ่มต้นนี้ เริ่มมาแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา แม้การศึกษาของสงฆ์ที่ทรงเผดียงเข้าไปเรียนพระไตรปิฏก ในพระราชมณเฑียรนี้ก็ยังเป็นเหตุ ให้เกิดประเพณีพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานอุปถัมภ์ให้เล่าเรียนในวัง สืบต่อมาจนถึงสมัย กรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อสรุปแล้ว สมัยพระมหาธรรมราชาลิไท สามารถเรียกได้ว่า บ้านเมืองดี สมกับคำจารึกในศิลาที่ประกาศว่า ในสมัยของพระองค์เจริญสุขสำราญ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีทาสในเมืองสุโขทัย และไม่มีข้าศึกมาเบียดเบียน

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุจังหวัดสุโขทัย

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุจังหวัดสุโขทัย

You may also like...

ใส่ความเห็น

WordPress spam blocked by CleanTalk.
error: Content is protected !!