พุทธศาสนาสมัยอาณาจักรศรีอยุธยา

Home / ศาสนาพุทธในประเทศไทย / พุทธศาสนาสมัยอาณาจักรศรีอยุธยา

เรื่องการพระศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ คงเป็นเรื่องต่อเนื่องจากกรุงสุโขทัย เพราะกรุงศรีอยุธยา ตั้งอาณาจักรไทยทางใต้ขึ้นในสมัยคาบเกี่ยวกับกรุงสุโขทัย มีการรับ นับถือพระพุทธศาสนาร่วมนิกายเดียวกัน แยกการปกครองคณะสงฆ์ออกเป็นคณะอรัญวาสี และคณะคามวาสีเช่นเดียวกัน และพระมหากษัตริย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับ กษัตริย์กรุงสุโขทัย แม้ลัทธิศาสนาก็ถือแบบลังกาวงศ์ด้วยกัน ดังได้กล่าวแล้วในสมัยอาณาจักร ลานนาว่า พระมหาเถระชาวกรุงศรีอยุธยาได้ร่วมคณะไปสืบพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ณ ลังกาทวีป พร้อมกับพระเถระชาวลานนาและกัมพูชา นั้นก็คือ พระพรหมมุนีกับพระโสม เถระ ซึ่งพระมหาเถระชาวกรุงศรีอยุธยา ที่เดินทางไปลังกาทวีปครั้งนั้น (พ.ศ. ๑๙๖๕) ตาม ตำนานคณะสงฆ์ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า ตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๑ (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า สมเด็จ พระอินทราชาธิราชที่ ๑ เสด็จสวรรคตเมื่อปีจอ สัมฤทธิศก จุลศักราช ๗๘๐ ตรงกับ พ.ศ. ๑๙๖๑ ปีพ.ศ. ๑๙๖๕ อยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) พระราชโอรสองค์เล็กของสมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๑)

ดังนั้น บทบาทการพระศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงน่าจะเริ่มในแผ่นดินสมเด็จ พระอินทราชาธิราชที่ ๑ หรือในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ดังกล่าวข้างต้น แต่การปรับปรุงทำนุบำรุงที่เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ได้เริ่มขึ้นในแผ่นดินสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ โดยลำดับดังนี้

  1. แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
    ในสมัยกรุงศรีอยุธยายุคแรก (พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๐๓๑) ไทยมีพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งยุคอีกพระองค์หนึ่ง นั้นคือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์นี้นอกจากจะจัดการ ปกครองบ้านเมืองให้มีระเบียบเรียบร้อยและเข้มแข็งอย่างดีเช่น จัดการปกครอง แยกออก เป็น ๒ ฝ่ายใหญ่ ๆ คือ ๑. ฝ่ายการทหารมีสมุหกลาโหม เป็นหัวหน้าทั่วราชอาณาจักร และมี แม่ทัพนายกองรองลงไปตามลำดับ ๒.ฝ่ายพลเรือน มีสมุหนายกเป็นหัวหน้าทั่วราชอาณาจักร และมีเสนาบดีชั้นรองลงมาอีก ๔ ตำแหน่ง ซึ่งเดิมเรียกว่า “จตุสดมภ์” นั้น (จตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งสมเด็จพระรามธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ทรงจัดตั้งขึ้น) เปลี่ยนเรียกชื่อใหม่เป็น
    ขุนเมือง เปลี่ยนเป็น นครบาล
    ขุนวัง : ธรรมาธิกรณ์
    ขุนคลัง : โกษาธิบดี
    ขุนนา : เกษตราธิการ
    ให้กำเนิด บรรดาศักดิ์ มีพระยา พระ หลวง ขุน หมื่น รวมทั้ง วางตำแหน่งศักดินา ให้เป็นเริ่มแรก และตั้งกฎมณเฑียรบาลขึ้นด้วย ในด้านการพระพุทธศาสนาพระองค์ได้บริหาร งานในด้านนี้อย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่ไปกับ
    การบริหารบ้านเมืองอีกด้วย จะว่าพระองค์ทรงดำเนิน ตามแบบอย่างพระเจ้าอโศกมหาราช หรือ พระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ก็น่าจะ ไม่ผิดงานด้านพระพุทธศาสนาของพระองค์ควรยกมากล่าวก็คือ1.1 ส่งทูตออกไปนิมนต์พระสงฆ์จากลังกาให้มาสั่งสอนพระศาสนา และภาษาบาลี (จากประวัติกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ หน้า ๘๒ และความรู้รอบตัวของ นายกิมฮวย(กมล) มลิทอง (อดีตเลขานุการกรม กรมการศาสนา) แต่อาจจะคราวเดียวกับ พระพรหมมุนีกับพระโสมเถระไปลังกาทวีป ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ ในตำนานคณะสงฆ์ว่า อยู่ในแผ่นดินพระอินทราชาธิราชก็ได้)1.2 ทรงอุทิศพระราชวังตอนหนึ่ง สร้างเป็นวัด เรียกชื่อว่า วัดพุทธาวาส (ภายหลังเปลี่ยนเป็น วัดพระศรีสรรเพชญ ทำนองเดียวกับ วัดมหาธาตุที่กรุงสุโขทัย วัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ในกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ดำเนินตามพระราชประเพณี ดังกล่าว)1.3 ทรงพระราชศรัทธา ออกผนวชเป็นพระภิกษุชั่วคราว ประทับ ณ วัดจุฬามณีข้างใต้ เมืองพิษณุโลก ซึ่งพระองค์ทรงให้แก้เทวสถานเดิม แล้วสร้างเป็นวัดขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๗ (จากหนังสือโบราณวัตถุสถาน ทั่วราชอาณาจักร ของกรมศิลปากร เรียบเรียงโดย นายชิน อยู่ดี) นอกจากพระองค์จะออกทรงผนวชแล้ว ยังโปรดให้พระราชโอรส (สมเด็จ พระรามาธิบดีที่ ๒) ออกทรงผนวชเป็นสามเณรด้วย พร้อมกับพระราชนัดดาอีกพระองค์หนึ่ง (แปลว่าประเพณีมีเจ้านายทรงผนวชนั้น น่าจะมาจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถครั้งนี้)1.4 ทรงโปรดให้ประชุมราชบัณฑิตแต่ง มหาชาติคำหลวง โดยแปลและแต่งเป็นสำนวนไทย จากต้นฉบับบาลีเมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๕ (เรื่อง มหาชาติคำหลวงนี้บางตำรากล่าวว่า สมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถ โปรดให้ประชุมราชบัณฑิต แปลและแต่ง) ทรงแต่ง แต่มีหลักฐานบอก จดหมายเหตุไว้ในลิลิตนั้นว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

    1.5 ทรงกำเนิดศักดินาสำหรับฝ่ายสงฆ์ขึ้น (ตามที่กล่าวข้างต้นว่า พระองค์เป็นผู้ทรง บัญญัติให้มีการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ขุนนาง ข้าราชการ เป็นพระยา พระหลวง ขุน หมื่น (ตำแหน่งเจ้าพระยาในสมัยนั้น ยังไม่มี) แล้ววางตำแหน่งศักดินาให้แก่ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์ ให้มีที่นาได้ชั้นละเท่าใด ทั้งนี้ เริ่มแต่พลเมืองราษฎรสามัญ มีนาได้คนละ ๒๕ ไร่ และขุนนาง จากหมื่น ขุน หลวง พระ พระยา เพิ่มขึ้นตามลำดับ) ดังนี้:-
    ๑) พระครูผู้รู้ธรรม ศักดินา ๒,๔๐๐ ไร่
    ๒) พระครูไม่รู้ธรรม ” ๑,๐๐๐ ไร่
    ๓) พระภิกษุผู้รู้ธรรม ” ๖๐๐ ไร่
    ๔) สามเณรผู้รู้ธรรม ” ๓๐๐ ไร่
    ๕) สามเณรไม่รู้ธรรม ” ๒๐๐ ไร่

    1.6 นอกจากที่กล่าวแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ยังทรงรอบรู้ศิลปวิทยาต่าง ๆ ทั้งในด้านอักษรศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ในแผ่นดินของพระองค์ได้มีวรรณคดี สำคัญ ๆ นอกจากมหาชาติคำหลวงแล้ว ยังมีลิลิตพระลอ และลิลิตยวนพ่าย ในด้านการ ก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม นอกจากจะทรงอุทิศพระราชวัง สร้างวัดพุทธา วาสหรือวัดพระศรีสรรเพชญแล้ว ยังได้ทรงสถาปนาและปฏิสังขรณ์วัดอื่นๆ คือ
    ๑) สถาปนาพระมหาธาตุและพระวิหาร ณ บริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ผู้ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา ขึ้นเป็นวัด ให้นามว่า “วัดพระราม” |
    ๒)สร้างวัดจุฬามณีขึ้น ณ เมืองพิษณุโลก ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
    ๓) สร้างพระศรีรัตนมหาธาตุ คือพระปรางค์ ตรงที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช รวมทั้งโบสถ์วิหาร วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก
    ๔) สร้างรูปพระโพธิสัตว์๕๕๐ ชาติ
    ๕) สร้างพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ถวายพระนามว่า พระอัฎฐารสศรีสุคตทศพลญาณ บพิตร ซึ่งเดิมอยู่วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก และได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่พระวิหาร วัดสระเกศ กรุงเทพฯ ในปัจจุบันนี้

  2. แผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ
    การพระศาสนาในรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ มีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการ พระพุทธศาสนาที่ควรนำมากล่าวในที่นี้คือ เรื่องที่ กัลปนา
    เรื่องที่ กัลปนา นี้ ได้กล่าวมาในตอนต้นที่ว่าด้วยการพระศาสนาในสมัยกรุงสุโขทัย ว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ก็ได้เคยพระราชทานที่ไร่ และนาสัดวัดวาอารามไว้เป็นพระกัลปนา อุทิศไว้สำหรับวัดโคกสังคาราม และวัดอื่นๆมาแล้วนั้น เมื่อค้นดูพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ได้พบว่า ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ แห่งกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ทรง พระกรุณา ตั้งพระราชกำหนดกฎหมายถวายที่กัลปนาแก่วัดวาอารามด้วยเหมือนกัน ดังความ ในพระราชพงศาวดารว่า
    “ลุศักราช ๙๕๗ (พ.ศ. ๒๑๓๘) ปีมะแมสัปตศก ทรงพระกรุณาตั้งพระราชกำหนด กฎหมายพระอัยการและส่วยสัดพัฒนากรขนอน ตลาด และพระกัลปนาถวาย เป็นนิตยภัตรแก่ สังฆารามคามวาสีอรัญวาสีบริบูรณ์”
    ซึ่งตามความตอนนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในอธิบายเรื่องในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถท้ายพระราชพงศาวดารว่า“สมเด็จพระเอกาทศรถ พระราชทานที่กัลปนาเป็นนิตยภัตรพระสงฆ์ ที่เรียกว่า พระราชทานที่กัลปนานั้น หมายความว่า พระราชทานผลประโยชน์ในภาษีที่ดินเป็นนิตยภัตร เลี้ยงพระสงฆ์ ไม่ได้พระราชทานตัวที่ดิน ประเพณีพระราชทานที่กัลปนาเป็นพระราชประเพณี โบราณมีมาแต่ครั้งสุโขทัย ไม่ใช่ตั้งขึ้นใหม่ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นแน่ ที่หนังสือ พระราชพงศาวดารกล่าว เห็นจะหมายความว่าพระราชทานเพิ่มเติมที่กัลปนาขึ้นอีก คือ วัดหลวงใดที่ยังไม่มีที่กัลปนามาแต่ก่อน ก็จัดให้มีขึ้นให้เหมือนกับวัดที่มีแล้วให้บริบูรณ์เท่านี้เอง”
  3. แผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม
    พระเจ้าทรงธรรม พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์นี้ ค้นจากตำราทางประวัติศาสตร์หลายเล่ม ไม่ได้ความชัดว่าเป็นใครมาจากไหน จากพระราช พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาก็ดีฉบับของพระจักพรรดิพงศ์ก็ดีฉบับของพันจันทนุ มาศ(จิม) ก็ดีรวมทั้งฉบับอื่น ๆ ก็ได้ความสั้น ๆ เพียงว่า พระนามเดิม ว่าพระศรีศิลป์บวชเป็น พระภิกษุอยู่วัดระฆัง ได้สมณฐานันดรเป็นพระราชาคณะที่ พระพิมลธรรมอนันตปรีชา ความ จากหนังสือ ๕๐ กษัตริย์ไทยของอุดม ประมวลวิทยา ฉบับสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ซึ่งรวบรวม จากประวัติศาสตร์หลายเล่มทั้งของไทยและต่างประเทศ จากจดหมายเหตุของสังฆราชปาล เลกัวซ์ กลับว่า พระศิลป์เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่หลายฉบับ เชื่อกันว่า พระเจ้าทรงธรรม ซึ่งมีอีกพระนามหนึ่งว่า พระอินทราชา นั้น เป็นพระโอรสลับของสมเด็จพระ เอกาทศรถ ซึ่งเกิดจากหญิงชาวบ้านบางปะอิน (ที่ว่าคือ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ หรือ พระเจ้าปราสาททอง นั่นเอง) เท็จจริงจะเป็นอย่างไรขอพักไว้เป็นเรื่องของนักประวัติศาตร์จะ ตัดสิน แต่ในที่นี้จะขอกล่าวย่อ ๆ พอให้เข้าใจกับเรื่องของการพระศาสนาไว้ ความมีปรากฏใน พระราชพงศาวดารดังน“ลุศักราช ๙๔๖ (พ.ศ. ๒๑๔๕) ปีขาลจัตวาศก พระรีศิลป์ บวชอยู่วัดระฆัง รู้พระไตรปิฎกสันทัด ได้สมณฐานันดรศักดิ์ เป็นพระพิพลธรรมอนันตปรีชา ชำนาญทั้งไตรเพท ทางคศาสตร์ ราชศาสตร์ มีศิษย์โยมมาก ทั้งจมื่นศรีสรรักษ์ ก็ถวายตัวป็นบุตรเลี้ยง ครั้งนั้น เชี่ยวชาญคนทั้งหลายนับถือมาก จึงคิดกันกับจมื่นศรีสรรักษ์ และศิษย์โยมเป็นความลับ ซ่องสุมสมัครพรรคพวกได้มากแล้ว ก็บริวัตรออกเวลาพลบค่ำ ก็พากันไปชุมพล ณ ปรางค์วัด พระศรีรัตนมหาธาตุ ครั้นได้อุดมนักขัตฤกษ์ ก็ยกพลมาพังประตูมงคลสุนทร เข้าไปท้องสนาม หลวง ขุนนางซึ่งนอนเวร เอาความกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(พระศรีเสาวภาคย์ พระ ราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ) ตกพระทัยตลึงไปเป็นครู่ จึงตรัสว่า เวราแล้วก็ตามเถิด แต่อย่าให้ลำบากเลย พระพิมลธรรมเข้าพระราชวังได้ก็ให้คุมเอาพระเจ้าแผ่นดินไปให้พันธนา ไว้มั่นคง รุ่งขึ้นให้นิมนต์พระสงฆ์บังสุกุลร้อยหนึ่ง ให้ธูปเทียนมาแล้ว ก็ให้สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ เอาพระศพไปฝัง ณ วัดโคกพระยา พระศรีเสาวภาคย์ อยู่ในราชสมบัติปีหนึ่งกับสองเดือน” และ “สมเด็จพระพิมลธรรมเสด็จขึ้นผ่านพิภพกรุงเทพทราวดีศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมอันมหาประสริฐ ทรงพระกรุณาให้จมื่นศรีสรรักษ์ เป็นอุปราชอยู่ ๗ วัน มหาอุปราชประชวรลง ๓ วัน สวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แต่งการพระราชทาน เพลิงตามอย่างอุปราช”เรื่องพระราชประวัติย่อของ พระเจ้าทรงธรรม ตามพระราชพงศาวดารมีเพียงเท่า นี้แต่โดยที่พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาพระองค์นี้มีบทบาทและผลงานด้านการพระศาสนา หลายอย่างหลายประการที่ควรจะนำมากล่าวในที่นี้ก็คือ
    ๑) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เคยบวชเรียนเป็นพระเถระผู้ใหญ่ชั้น “พระพิมลธรรม” (ตำแหน่งพระราชาคณะชั้น พระพิมลธรรม ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น จากตำนานคณะสงฆ์ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่าเป็นตำแหน่งเจ้าคณะรอง คามวาสีฝ่ายซ้าย รองจากสมเด็จพระอริยวงศาสังฆาราชาธิบดีซึ่งเป็นเจ้าคณะคามวาสีฝ่าย ซ้าย) นัยว่าทรงรอบรู้ในพระธรรมวินัยไตรปิฎกอย่างดีมาแล้ว
    ๒) ทรงพบรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในรัชสมัยของพระองค์ ดังความตาม พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า  “ศักราช ๙๖๘ (พ.ศ. ๒๑๕๙) ปีมะเมียอัฐศก… ในปีนั้นเมืองสระบุรีบอกมาว่า พรานบุญพบรอยเท้าอันใหญ่บนไหล่เขาเห็นประหลาด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระทัย เสด็จด้วย พระที่นั่งเรือชัยพยุหยาตราพร้อมด้วยเรือท้าวพระยาสามนตราชดาษดาโดยชลมารคนทีธาร ประทับท่าเรือรุ่งขึ้นเสด็จทรงพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์พร้อมด้วยคเชนทรเสนางคนิกรเป็น อันมาก ครั้งนั้นยังมิได้มีทางสถลมารค พรานบุญเป็นมัคคุเทศก์นำลัดตัดดงไปถึงเชิงเขาสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวตรัสทอดพระเนตรเห็นแท้เป็นรอยพระบรมพุทธบาทมีลายลักษณ์กงจักรประกอบ ด้วยอัฐตรสตมหามงคลร้อยแปดประการ สมด้วยพระบาลีแล้วต้องกับเมืองลังกาบอกเข้ามา ว่า กรุงศรีอยุธยามีรอยพระพุทธบาทอยู่เหนือยอดเข้าสุวรรณบรรพตก็ทรงพระโสมนัสปรีดา ปราโมทย์ถวายทัศนังเหนือพระอุตมางคศิโรตม์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์เป็นหลายครากระทำ สักการะบูชาด้วยธูปเทียนคันธรสจนนับมิได้…”
    ๓) ทรงพระราชนิพนธ์ กาพย์มหาชาติ(ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราช หัตถเลขา และฉบับของบริติชมิวเซียม ว่าทรงแต่ง พระมหาชาติคำหลวง แต่ที่ถูกต้อง มหาชาติคำหลวง นั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแต่งมาแล้ว ดังนั้น ที่พระเจ้าทรงธรรม แต่งใหม่จึงเรียกว่า กาพย์มหาชาติ)
    ๔) ทรงสร้างพระไตรปิฎกจนจบบริบูรณ์เป็นครั้งแรกของราชอาณาจักรไทย
    ๕) ทรงพระราชศรัทธาเสด็จออกบอกหนังสือพระภิกษุสามเณร ณ พระที่นั่ง จอมทองสามหลัง เนือง ๆ
  4. แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
    สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธ ศาสนาอย่างแรงกล้าอีกพระองค์หนึ่ง ดังปรากฏเรื่องราวจากจดหมายเหตุของ ลาลูแบร์ (มองสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ เป็นเอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ แห่งกรุงฝรั่งเศส ผู้เข้า มาทูลพระราชสาส์น เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐) ว่าพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ได้พระราชทานพระราชูปถัมภ์แก่ผู้บวชเป็นพระภิกษุสามเณรเป็นอเนกประการ จนเป็นเหตุให้ ราษฎรที่ปรารถนาจะหลบเลี่ยงราชการบ้านเมือง พากันไปบวชเป็นอันมาก เมื่อพระองค์ทรง ทราบ จึงดำรัสให้ออกหลวงสรศักดิ์เป็นแม่กองประชุมสงฆ์สอบความรู้พระภิกษุสามเณร ปรากฏว่าพระภิกษุสามเณรที่หลบลี้ราชการออกไปบวช สอบได้ความชัดว่าไม่มีความรู้ในทาง ศาสนา ถูกบังคับให้ลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสเป็นอันมากจึงสรุปได้ว่า ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเองได้เป็นเหตุที่มาของการ สอบไล่ ซึ่งหมายความว่าสอบดูความรู้ถ้าไม่มีความรู้ก็ไล่ออกไปจากเพศสมณะเป็นอันได้ ความว่ามูลเหตุแห่งการสอบไล่เกิดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและมาจาก เรื่อง บวชหนีราชการนี้เอง
    (ออกหลวงสรศักดิ์ ตามจดหมายเหตุลาลูแบร์นี้คือ พระเจ้าเสือกษัตริย์กรุง ศรีอยุธยาผู้ลือพระนามในประวัติศาสตร์นั่นเอง แต่ฝรั่งเรียกชื่อไปอีกอย่างหนึ่งว่า ออก พระพิพิธราชา ซึ่งกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ผู้ทรงแปลจดหมายเหตุลาลูแบร์ทรงติงว่า คงจะไม่เป็นความจริงที่ว่า ทรงตั้งออกหลวงสรศักดิ์ เพราะออกหลวงสรศักดิ์นั้นไม่หือในภาษา บาลีจะไปสอบไล่หนังสือพระสงฆ์ได้อย่างไร)

    1. แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์
      ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ พระมหากษัตริย์ที่ ๓๑ แห่งกรุงศรีอยุธยานี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับการพระศาสนาอยู่ ๒ เรื่อง คือ
      ๑) พระพุทธศาสนาลัทธิสยามวงศ์ ไปประดิษฐานที่ประเทศศรีลังกา ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดิน ประเทศลังกา (ชื่อเดิมของประเทศนี้) ทรงพระนามว่า พระเจ้าเกียรติศิริราช สิงหะส่งราชทูตมาถวายเจริญทางพระราชไมตรีโดยเรือกำปั่นสินค้าชื่อ โอลันชา ของฮอลันดา เพื่อขอพระภิกษุสงฆ์ไทยไปอุปสมบทบวชชาวลังกา อันเป็นเหตุให้เกิดตั้งลัทธิสยามวงศ์ ขึ้นในประเทศลังกาดังมีความตามตำนานเรื่อง ประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอนหนึ่งว่า“ในปีมะเมีย โทศก (จุลศักราช ๑๑๑๒) พ.ศ. ๒๒๙๓ พระเจ้าเกียรติศิริราชสิงหะ มีรับสั่งให้สามเณรสรณังกร แต่งพระราชสาส์นเป็นภาษามคธถวายสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ ฉบับ ๑ ถวายสมเด็จพระสังฆราชกรุงศรีอยุธยา ฉบับ ๑ แล้วแต่งข้าราชการชาวสิงหฬเป็น ทูตานุทูต ๕ นาย ให้เชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการเข้ามากรุงศรีอยุธยา”ราชทูตคณะนี้ออกเดินทางจากเมืองสิงขัณฑนคร หรือศิริวัฒนบุรีราชธานีของ ลังกา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๙๓ จนถึงวันพุธที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๙๔ (ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๑ เดือน) เรือกำปั่นราชทูตถึงปากน้ำเจ้าพระยา เรือเข้าถึงกรุง ศรีอยุธยา ราชทูตเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ปีเดียวกันขณะที่ราชทูตลังกาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาตอนนั้น ได้ไปนมัสการพระที่วัดพุทไธศวรรย์ และวัดชัยวัฒนาราม แล้วไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชที่วัดมหาธาตุวราราม ต่อจากนั้นก็ไปชมวัด บรมพุทธาราม (วัดกระเบื้อง = พระเพทราชาทรงสร้าง) วัดป่าโมก เมืองอ่างทอง ชมแห่ พระพยุหยาตราพระกฐิน ณ วัดมหาธาตุกับวัดราชบุรณะ (ตามหนังสือสยามูปสัมปทวัตที่ชาว ลังกาแต่ง เรียกชื่อว่า วัดอุชาโยธรัตนาราม)ก่อนจะกลับลังกาได้ไปหาพระอุบาลีและพระอริยมุนีซึ่งจะเป็นสมณทูตไปลังกา ทวีปเพื่อประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ ณ วัดธรรมาราม (ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับพระยาโบราณธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) เห็นพ้องต้องกันว่าพระอุบาลีกับพระอริยมุนีศาสน ทูตไทยตามที่ลังกากล่าวชื่อไว้ในจดหมายเหตุของเขาว่า วัดตะละรามะ นั้นได้แก่ วัดธรรมาราม เพราะเป็นวัดใหญ่อยู่ริมแม่น้ำฟากตะวันตก เยื้องหัวแหลมลงมาหน่อย)

      การที่ลังกาประเทศมีพระราชสาส์นขอพระสงฆ์ไทยไปสืบพระพุทธศาสนาที่ถูก ต้อง มั่นคงครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์โปรดให้ส่งออกไป ๒ ชุด คือ
      ชุดที่ ๑ ได้แก่พระอุบาลีและพระอริยมุนีกับพระสงฆ์อันดับอีก ๑๔ รูป รวม ๑๗ รูป เดินทางไปลังกาทวีป เมื่อ ณ วันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๐ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๑๔ (พ.ศ. ๒๒๙๕ ปีวอก จัตวาศก)
      จำนวนพระสงฆ์ชุดนี้จากจดหมายเหตุของลังกาว่ามี๑๘ รูป ดังมีรายนามต่อไปนี้
      – พระราชาคณะ ๒ รูป ได้แก่ ๑. พระอุบาลี๒. พระอริยมุนี
      – พระเปรียญไปเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ๕ รูป ได้แก่ ๑. พระมหานาม ๒. พระมหาบุญ ๓. พระมหาสุวรรณ ๔. พระมหามนิศร์๕. พระมหามณี
      – พระอันดับ ๑๑ รูป เรียกตามนามฉายาว่า ๑. พระพรหมโชติ๒. พระมณีโชติ ๓. พระจันทรโชติ๔. พระธรรมโชติ๕. พระบุญโชติ๖. พระอินทรโชติ๗. พระจันทสาระ ๘. พระสิริจันทะ ๙. พระอินทสุวรรณ ๑๐. พระพรหมสร ๑๑. พระยศทิน

      ขบวนพระสงฆ์ ศาสนทูตไทยที่ไปลังกาทวีปครั้งนี้กว่าจะเดินทางไปถึงนครศิริ วัฒนบุรีราชธานีของลังกาต้องกลับมากลับไประหว่างทาง ถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา เพราะเกิด อุปสรรคทางธรรมชาติจากวาตภัย เรือโดยสารเสียหายบ้าง เพราะความไม่เรียบร้อยของคณะ ทูตชาวลังกาที่มาในครั้งนั้น บางคนเกิดล้มตายและหนีหายในระหว่างทางบ้าง แต่กระนั้นก็ดี ก็ได้เดินทางไปถึงลังกาทวีปจนได้

      ชุดที่ ๒ ได้แก่ พระวิสุทธาจารย์และพระวรญาณมุนีกับพระสงฆ์อันดับ ๒๐ รูป สามเณร ๒๐ รูป ออกเดินทางเมื่อ ณ วันศุกร์ เดือน ๑๑ แรม ๑๐ ค่ำ ปีกุน สัปตศก (จุลศักราช ๑๑๑๗) พ.ศ. ๒๒๙๘ และเหตุที่ต้องส่งไป ๒ ชุดนั้น ก็เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกษฐ ได้ออกพระวาจาสัญญาแก่พระสงฆ์ชุดแรกว่า จะให้อยู่ในลังกาทวีปแต่เพียง ๓ ปี จะนิมนต์พระสงฆ์อื่นออกไปผลัดให้พระสงฆ์ที่ไปก่อนนั้นกลับเข้ามาถึง ๓ คราว จนกว่า พระสงฆ์ชาวลังกาจะถ้วน ๑๐ วัสสา จึงจะเป็นอุปัชฌาย์ให้บรรพชาอุปสมบทได้

      ประวัติการพระศาสนาของไทยในครั้งนั้น ถือว่าเป็นการทดแทนที่ไทยเคยนิมนต์ พระสงฆ์ชาวลังกามาตั้งแต่ลัทธิลังกาวงศ์ ในสยามประเทศ แต่ครั้งสุโขทัยและรัชกาลก่อน ๆ แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นการแลกเปลี่ยนลัทธิของกันและกัน จึงในครั้งนั้นเอง ลัทธิสยามวงศ์ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในลังกาประเทศ และในเหตุการณ์ครั้งนั้นเอง พระเถระชาวลังกาชื่อ พระ สิทธารถพุทธรักขิต สถิตวัดบุบผารามวิหาร (ที่พระอุบาลีไปอยู่) จึงได้แต่งหนังสือเทิดทูนบุญ คุณของประเทศไทยไว้ในตำนานเล่มหนึ่งเรียกว่า สยามูปสัมปทวัต (โดยแต่งไว้เป็นภาษาสิงหฬ พระยาอรรถการประสิทธิ(คุณดิลก) บิดาคุณหญิงเลขา อภัยวงศ์แปลออกเป็นภาษาอังกฤษ)

      ๒)การเกิดวรรณคดีพุทธศาสนา นอกจากเรื่องลังกาขอพระสงฆ์ไทยและไทย ส่งพระสงฆ์ออกไปประดิษฐาน ลัทธิสยามวงศ์ ณ ลังกาทวีปในรัชสมัยนี้แล้ว ในแผ่นดินนี้ยังได้ มีวรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นหลายเรื่องด้วยเช่น นันโทปนันทสูตร มาลัยคำหลวง ปุณโณวาทคำฉันท์และพระราชปุจฉาถามคณะสงฆ์

      เรื่องการพระศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามที่กล่าวมาแต่ละรัชกาลนี้นั้น กล่าว เฉพาะเรื่องราวที่เป็นประวัติการณ์สำคัญ ๆ ของแต่ละรัชกาลที่มีบทบาทเกี่ยวกับพระศาสนาที่ ควรนำมากล่าว และที่มิได้ถึงแผ่นดินอื่น ๆ อีกหลายรัชกาลนั้น ก็มิใช่ว่าพระเจ้าแผ่นดินในแผ่นินนั้น ๆ จะไม่ได้ประกอบพระราชกรณียกิจ เกี่ยวกับพระศาสนาไว้บ้างเลย ตามประวัติศาสตร์ จะปรากฏว่า พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยาหรือแม้กรุงสุโขทัย ย่อมได้ประกอบพระราช กรณียกิจในด้านพระศาสนาไว้ทั้งนั้นไม่มากก็น้อย และโดยที่หนังสือเล่มนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ที่ เก็บความทั่วถ้วนทุกกระบวนความเป็นแต่เพียงเก็บความแต่ละเรื่องที่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ๆ เท่านั้น

      แต่อย่างไรก็ดีเพื่อมิให้เรื่องราวเกี่ยวกับการพระศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่ละ รัชกาลขาดหายไป จึงขอสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับบางเรื่อง ของบางรัชกาลมาสรุปไว้ตอนท้ายนี้ อีกด้วย คือ
      1. เกี่ยวกับเจ้านายออกทรงผนวชเป็นการสืบพระราชประเพณี
      เรื่องเจ้านายในสมัยกรุงศรีอยุธยาออกทรงผนวชเป็นการสืบธรรมเนียมประเพณีที่ พระเจ้าแผ่นดิน และเจ้านายในราชวงศ์ออกทรงผนวชตามแบบอย่างพระมหาธรรมราชาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย หรือพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออก ผนวชมาแล้วนั้น ปรากฏว่าเจ้านายในสมัยกรุงศรีอยุธยานอกจากพระบรมไตรโลกนาถและ พระรามาธิบดีที่ ๒ แล้วก็ยังมีอีก ๔ พระองค์คือ

      ๑) พระเจ้าทรงธรรม ซึ่งก่อนเสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบแทนพระศรี เสาวภาคย์ ด้วยการชิงราชสมบัตินั้น ได้บวชเป็นพระภิกษุเป็นพระราชาคณะที่ พระพิมลธรรม ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น แต่พระองค์นี้ ตามทางราชการแห่งราชสำนักในสมัยนั้นมิได้ถือว่า เป็น เจ้า แต่อย่างใด เพียงแต่ใช้พระนามเดิมว่า พระศรีศิลป์ อันเป็นพระนามของเจ้านาย เท่านั้นเอง
      ๒) เจ้าฟ้าตรัสน้อย พระราชโอรสของพระเพทราชา
      ๓) พระองค์เจ้าบุนนาค พระเจ้าลูกยาเธอในสมเด็จพระเจ้าเสือ ขุนหลวงสรศักดิ์
      ๔) เจ้าฟ้านเรนทร พระราชโอรสสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สามพระองค์หลังนี้ ทรงผนวชอยู่จนตลอดพระชนมายุและมิได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระราชาคณะ” แต่ประการใด

      2. เกี่ยวกับการสร้างวัด พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ทรงสร้างวัดขึ้นแต่ละ รัชกาล ดังนี้
      ๑) พระเจ้าอู่ทอง พระปฐมบรมกษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยาทรงสร้างวัดขึ้น ๒ วัด คือ :-
      ๑. วัดพุทไธศวรรย์ สร้างขึ้นที่ตำบลเวียงเหล็ก เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๖ (ปัจจุบันนี้ ตำบลที่ตั้งวัดเรียกว่า ตำบลสำเภาล่ม) เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงการที่พระองค์ได้เสด็จมาจากเมือง อู่ทอง ตั้งราชธานีศรีอยุธยาขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ตำบลนี้หลังจากสร้างพระราชวังใหม่เสร็จ ทรงยกพระราชวังเดิมให้เป็นวัด
      ๒. วัดป่าแก้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๖ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเจ้าแก้วเจ้าไทย ซึ่งประชวรอหิวาตกโรคสิ้นพระชนม์ให้ขุดพระศพที่ฝังไว้นั้นขึ้นแล้ว พระราชทานเพลิงพระศพ เสร็จแล้วก็ได้สร้างวัดตรงที่พระราชทานเพลิงนั้นเป็น วัดป่าแก้ว วัดนี้ปรากฏตามหนังสือ โบราณวัตถุสถานทั่วอาณาจักร ของกรมศิลปากร มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า วัดเจ้าพระยาไทย และพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐ เพื่อสำหรับเป็นสำนักของพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาจากสำนักพระวันรัตมหาเถระในลังกาทวีป เรียกกันว่า คณะป่าแก้ว วัดนี้จึงได้นามว่า วัดป่าแก้วด้วย ส่วนนามอีกอย่างหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกกันเป็นสามัญทั่วไปก็คือ วัดใหญ่ชัยมงคล ตั้งอยู่นอกพระนคร (นอกเกาะเมือง) ตำบลที่ตั้งวัดปัจจุบันเรียกว่า ตำบลไผ่ลิง ขึ้นอยู่ในอำเภอกรุงเก่า (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอำเภอพระนครศรีอยุธยา ชาวอยุธยาและผู้รัก ประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่นิยมเรียกชื่ออำเภอที่ชื่อใหม่นี้นัก)

      ๒) แผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ทรงสร้างวัดขึ้น ๓ วัดคือ
      ๑. วัดพระราม โปรดให้สร้างตรงที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้า อู่ทอง พระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๒ หน้าวัดมีบึงใหญ่เดิมเรียกว่า หนองโสน ต่อมาเมื่อสมัย กรุงศรีอยุธยาได้ขุดเอาดินในหนองนี้ขึ้นถมพื้นวัง และพื้นวัดพระมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และ วัดพระราม จึงกลายเป็นบึงใหญ่โต บึงนี้มีชื่อปรากฎมณเฑียนบาลว่าบึงชีขันและต่อมาเปลี่ยน ชื่อใหม่เรียกว่า บึงพระราม แต่จะเปลี่ยนเมื่อใดไม่อาจทราบได้ชื่อนี้ยังคงเรียกกันมาจนถึงทุก วันนี้
      ๒.วัดมหาธาตุ อยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ในประวัติศาสตร์ยังสับสนกันอยู่ พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า สมเด็จพระราเมศวร ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๗ แต่ พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐว่า สร้างในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะ งั่ว) เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๗
      ๓. วัดภูเขาทอง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๓๐ อยู่ตำบลภูเขาทอง ห่างจากพระราชวัง ประมาณ ๒ กิโลเมตร ยังไม่พบปรารภเหตุร้าง

      ๓) แผ่นดินพระบรมราชาที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัดขึ้น ๒ วัด คือ :-
      ๑. วัดราชบูรณะ อยู่ตรงข้ามกับวัดมหาธาตุ พระเจ้าสามพระยาทรงสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๖ ตรงบริเวณที่ เจ้าอ้าย กับเจ้ายี่ พระเชษฐา ทรงชนช้างกันถึงพิราลัย
      ๒.วัดมเหยงคณ์ ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๗ แต่ไม่ทราบว่าทรงสร้างเพราะ ปรารภเหตุใด วัดนี้ปัจจุบันที่ตั้งวัดเรียกว่า ตำบลบ้านกระมัง อำเภอกรุงเก่า

      ๔) แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ รัชกาลที่ ๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัดขึ้น ๒ วัด ดังได้กล่าวไว้ในรัชกาลของพระองค์ในตอนต้นนั้นแล้ว คือ :-
      ๑. วัดพระศรีสรรเพชญ เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ไม่มีพระสงฆ์
      ๒.วัดจุฬามณีสร้างที่เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นวัดที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ ณ วัดนั้น

      ๕) แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิรัชกาลที่ ๑๕ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้าง วัด ๑ วัด คือ :-
      ๑. วัดหลวงสบสวรรค์ ทรงสร้างที่สวนหลวงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๑ เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย วัดนี้อยู่ ในเกาะเมืองด้านตะวันตก (ในบริเวณกรมทหารเก่า)

      ๖) แผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ รัชกาลที่ ๑๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๑ วัด คือ :-
      ๑. วัดวรเชษฐาราม สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงสร้างอุทิศพระราชกุศลถวาย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๘ วัดนี้ตั้งอยู่ ตำบลท่าวาสุกรีอำเภอกรุงเก่า

      ๗) แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง รัชกาลที่ ๒๔ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๒ วัด คือ :-
      ๑. วัดไชยวัฒนาราม ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๓ ณ บริเวณบ้านเดิมของ พระพันปีหลวง พระเจ้าปราสาททอง อยู่ริมแม่น้ำฝั่งเดียวกันกับวัดพุทไธศวรรย์ สร้างขึ้นด้วย ฝีมือปราณีตงดงามมาก ตั้งใจจะเลียนแบบแผนผังนครวัดที่ประเทศเขมร เนื่องจากคราวสร้าง นั้น ได้ตีเมืองเขมรกลับคืนได้ด้วย
      ๒.วัดชุมพลนิกายาราม อยู่อำเภอบางปะอิน สร้างเป็นอนุสรณ์ ณ สถานที่ ที่เป็นที่เกิดของพระองค์จะสร้างปีใดยังหาหลักฐานที่ถูกต้องไม่ได้

      ๘) แผ่นดินพระเพทราชา รัชกาลที่ ๒๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๑ วัด คือ
      ๑. วัดบรมพุทธาราม ทรงสร้างขึ้นที่พระนิเวศน์เดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๒ (ก่อนเสวยราชย์) ปัจจุบันตั้งอยู่ตำบลประตูชัย อำเภอกรุงเก่า

      ๙) แผ่นดินพระเจ้าเสือ รัชกาลที่ ๒๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัด ๑ วัด คือ :-
      ๑. วัดโพธิประทับช้าง จังหวัดพิจิตร นัยว่า เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์ทรง พระราชสมภพ ณ สถานที่ที่สร้างวัดนี้

    2. เกี่ยวกับกฎหมายและวรรณกรรมในพระพุทธศาสนา เรื่องนี้ ได้กล่าวมาในตอนต้นบ้างแล้วก็ตาม แต่ตามที่กล่าวมานั้น ยังเก็บความไม่ หมด จึงขอนำมาสรุปในเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดิน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ทรงตราตัวบท กฎหมายหรือแบบธรรมเนียมกฤษฎีกาว่าด้วยการปกครองสงฆ์ขึ้นในสมัยนั้น รวมทั้งตำรับตำรา อันเป็นวรรณกรรม ทางพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นด้วย

      วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
      วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา