Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

รอยยิ้มและไมตรี

มีผู้รู้บอกว่ายิ้มที่จริงใจที่สุดคือ รอยยิ้มของเด็ก เรามักจะคิดว่า เด็กมีความสุขที่สุด

ไม่ต้องดิ้นรนหากิน ไม่ต้องอกหัก ไม่ต้องขัดแย้งกับคนอื่น จะกินจะนอนก็มีคนดูแล เลยยิ้มแย้มแจ่มใสได้ทั้งวัน จริงๆแล้วเด็กๆก็มีทุกข์แบบเด็กเหมือนกัน หิวข้าว หิวนม ต้องกินอาหารที่ไม่ชอบ อยากให้แม่อุ้ม ตามใจ ปวดหัวตัวร้อนก็บอกไม่ได้ ฯลฯ เพียงแต่ที่ยิ้มเก่งเพราะจริตมารยาทยังน้อยไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก ใครเล่นด้วยก็ยิ้ม ใครทำอะไรก็ตลกหัวเราะ จริงๆแล้วเราควรจะหัดหมั่นยิ้มแย้มกันให้เยอะๆ เพิ่มความสุขได้เยอะๆ เพิ่มความสุขได้เยอะ เพิ่มเพื่อนใหม่ๆได้อีกเพียบ คนยิ้มเก่งๆจะมีเพื่อนมาก สุขภาพจิตดี จะทำอะไรของความช่วยเหลือใคร ใครก็อยากช่วย ฝึกยิ้มบ่อยๆ เจอใครก็ยิ้มให้ คนเปิดประตูห้างให้ก็ขอบคุณยิ้มให้ คนหยุดรถให้ข้ามถนนก็ยิ้มให้ นั่งบนเครื่องบินคนนั่งข้างๆ ขอน้ำให้ เรียกพนักงานให้ อำนวยความสะดวกให้ เราก็ยิ้มขอบคุณ แล้วเราจะได้มิตรภาพใหม่ๆจากคนดีๆอีกเยอะ มันช่วยให้ชีวิตสดชื่นมีความหมาย เพื่อนเยอะ อารมณ์ดี ลองตื่นขึ้นมายิ้มกับกระจก บอกตัวเองว่าไม่ว่าวันนี้จะเจอเรื่องแย่ยังไงเลวร้ายยังไงก็จะยิ้ม ระหว่างที่ยิ้มมันจะได้มีสติคิดว่าจะจัดการบริหารแก้ปัญหายังไง ถ้าร้องไห้หน้าบึ้งตึงคิดไม่ออกนะ แต่ระวังหน่อยนั่งอยู่แถวคนเยอะๆอย่ายิ้มคนเดียว เดี๋ยวเขาจะหาว่าเพี้ยน ยิ้มให้มีที่มาที่ไปหน่อย ถ้าคิดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่สำคัญ ในชีวิตประจำวันเรื่องเหล่านี้สร้างความประทับใจ ให้เรามากกว่าเรื่องยิ่งใหญ่เช่นคนที่อยู่ข้างๆตอนเราร้องไห้จะเป็นจะตายกับเรื่องทุกข์ แม้ไม่ได้พูดปลอบอะไรเลยซักคำ คนที่ช่วยบอกทางคนกำลังหลงทาง มึน หงุดหงิดและใจไม่ดี หรือตอนเราโดนล้วงกระเป๋าแล้วกำลังตกใจ แต่มีคนให้ยืมมือถือโทรไปอายัดบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต ฯลฯ น้ำใจเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะประทับใจเราไปนาน อิ่มเอิบใจและถ้าเราได้รับน้ำใจจากใคร เราก็อยากส่งต่อ เราก็อยากเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือ มีน้ำใจกับคนอื่นต่อไป มันเป็นพฤติกรรมทางบวกเพิ่มความรัก ความเมตตา ได้บุญ เรื่องพวกนี้ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย เสียเวลานิดหน่อย เพิ่มความเห็นอกเห็นใจผู้คน หัดมองคนอื่นด้วยสายตาเป็นมิตรพร้อมจะช่วยเหลือ

ในเรื่องความรักก็เช่นกัน หมั่นเป็นผู้ให้ เรื่องอะไรที่บาดหมางกระทบกระทั่งก็หัดให้อภัย ดึงใจดึงสติมาอยู่กับตัวค่อยๆแก้ปัญหา ถ้าเราเป็นผู้ให้มากขึ้นเราจะมีความสุขมากขึ้น อย่าไปยึดติดกับวัตถุสิ่งของเรื่องนอกตัว เรื่องจิตใจสำคัญกว่ามาก ตอนเรานึกถึงความสุขกับคนรักของเรา เรามักจะนึกถึงตอนนั่งจับมือดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน ตอนแย่งกันกินขนมบนโซฟาหน้าทีวี เสียงหัวเราะและรอยยิ้มสำคัญกว่าคำสัญญา เราจะไม่ได้ตอนให้แหวนเพชรวงละแสน หรือตอนสู่ขอกันเป็นล้าน เงินไม่ได้สร้างความประทับใจเสมอไป เห็นขอกันเป็นสิบล้านปีเดียวก็เลิกกันถมไป ธรรมมะสอนให้เราเป็นผู้ให้โดยไม่หวังให้เพราะคิดจะปล่อยวางละความโลภ ละความเห็นแก่ตัว เห็นอกเห็นใจคนอื่น ให้เพราะฝึกตนให้เป็นคนเสียสละ ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว หยิบมาใช้ได้ตลอด หมั่นฟังหมั่นอ่าน ขัดเกลาตัวเองปรับปรุงตัวเราวันละนิดละหน่อย บาปเล็กน้อยก็อย่าไปทำ บุญแม้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็หมั่นทำอย่าละเลย สะสมมาเรื่อยๆ แต่อย่าไปยึดติดนะ อย่าไปนั่งคำนวณว่าทำมาแล้วสามแสน 30 ปีจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นโน้นชั้นนี้ อันนั้นผิด หมั่นทำความดีไปเรื่อยๆ ชีวิตจะดีขึ้นเองเจริญขึ้นเอง

ใส่ความเห็น