พุทธศาสนาสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ตาม “ประวัติการศาสนา” จากหนังสือประวัติกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับพิมพ์ เป็นที่ระลึกในวันครบรอบ ๗๒ ปีของกระทรวงเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗ กล่าวว่า “พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงรับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย” จึงนับว่า พระองค์เป็นพระปฐมที่ทรงให้สัญลักษณ์ว่า “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย” ทั้งนี้ก็โดย อาศัยหลักฐานจากศิลาจารึกที่ถือว่าเป็น งานบริหารการพระพุทธศาสนา ในลำดับแรก ของพระองค์ที่ทรงอาราธนาพระสงฆ์ลัทธิลังกาวงศ์ จากเมืองนครศรีธรรมราช ดังได้กล่าวมา ข้างต้นนั้นเอง

อย่างไรก็ดีงานบริหารพระศาสนาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มิใช่จะมีเพียงเรื่องนี้ เรื่องเดียว หากมีเรื่องอื่นๆ อีกด้วย เท่าที่พอค้นคว้าได้นั้น ก็ได้แก่

  1. เรื่องการรับลัทธิลังกาวงศ์ จากเมืองนครศรีธรรมราช มาประดิษฐาน ณ กรุงสุโขทัยดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ซึ่งมีหลักฐานจากศิลาจารึก หลักที่ ๑ กล่าวในเรื่อง นี้ไว้ย่อๆว่า “พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถระสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา”
  2. เรื่องการตั้งสมณศักดิ์ เรื่องพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนากับสมณศักดิ์นี้ เคยมี ผู้กล่าวขวัญในทำนองที่ว่า ไม่เป็นการสมควรที่พระเจ้าพระสงฆ์จะมียศฐาบรรดาศักดิ์ บางท่าน ก็เข้าใจว่า เรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์หรือสมณศักดิ์ของพระภิกษุสงฆ์นี้ คงจะมีแต่เฉพาะในเมือง ไทยเท่านั้น เพื่อทำความเข้าใจกับผู้กล่าวขานดังกล่าวเสียให้ถูกต้องด้วยก็จำเป็นจะต้องยกเอา เรื่องนี้มากล่าวโดยย่อ ณ ที่นี้ด้วย ว่า สมณศักดิ์ของสงฆ์นี้นั้น หาได้มีแต่เฉพาะในเมืองไทย หรือจะมีในสมัยอยุธยาหรือสมัยกรุงเทพ นี้เท่านั้น ก็หาไม่ ความจริงมีมาแต่โบราณกาลนาน แล้วและมีทุกประเทศบ้านเมืองที่รับนับถือพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหินยานนิกายหรือ เถรวาท และเหตุที่พระภิกษุสงฆ์ต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์หรือสมณศักดิ์นั้นก็เพราะ
    1. พระภิกษุสงฆ์เป็นสังคม ๆ หนึ่งจำเป็นต้องมีการจัดรูปการปกครองขึ้นในคณะ ของท่าน
    2. การปกครองคณะสงฆ์ในประเทศที่พระพุทธศาสนาเป็นประธานนั้น ต้องอาศัย อำนาจพระราชอาณาจักรอุดหนุน

    เรื่องนี้มีหลักฐานจากพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้ใน เรื่อง “ตำนานคณะสงฆ์” เป็นข้อยืนยัน ซึ่งจะขอยกข้อความบางตอนในพระนิพนธ์ดังกล่าวมา ไว้ด้วย ดังนี้

    • “เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลาย มีพระภิกษุสงฆ์บริษัทออกมาประดิษฐานถึงนานา ประเทศ ความจำเป็นต้องการพระราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นศาสนูปถัมภกใน ประเทศนั้น ๆ เกื้อกูลแก่การปกครองคณะสงฆ์ยิ่งมีมากขึ้น แม้ด้วยเหตุ ๒ ประการเป็นอย่าง น้อย คือ ประการที่ ๑ ที่ขนบธรรมเนียมบ้านเมืองและอัธยาศัยใจคอผู้คนในนานาประเทศซึ่ง พระพุทธศาสนาไปประดิษฐานนั้น ย่อมผิดกับในมัธยมประเทศที่พระพุทธองค์ทรงประดิษฐาน สงฆบริษัท ประการที่ ๒ พระภิกษุสงฆ์ซึ่งไปจากประเทศอื่น ตั้งต้นแต่มหาเถระชาวมัธยม ประเทศ เช่น พระมหินทรเถร ซึ่งเชิญพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในลังกาทวีปก็ดีพระโสน พระอุตร ซึ่งเชิญพระพุทธศาสนามาประดิษฐานในสยามประเทศนี้ก็ดีหรือแม้ในชั้นหลังมา เมื่อ ชนชาวประเทศไทย เขมร มอญ พม่า และลังกาทวีป นับถือพระพุทธศาสนามั่นคง มีพระสงฆ์ บริษัทเกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้และไปมาถึงกันนั้นก็ดีคนที่เป็นชาวเมืองต่างประเทศกัน ถึงจะ ถือศาสนาเดียวกัน ความจริงก็เป็นชาวต่างชาติต่างภาษา มีความนิยมและความคุ้นเคย ขนบธรรมเนียมต่างกัน การปกครองสงฆมณฑลที่มาประดิษฐานตามนานาประเทศ จำต้อง อนุโลมตามแบบแผนประเพณีซึ่งนิยมกันหรือเท่าที่อาจจะเป็นได้ในต่างประเทศที่พระพุทธ ศาสนาไปประดิษฐานนั้น เชื่อได้ว่าเหมือนกันหมดทั้งประเทศสยาม กัมพุช พม่า รามัญ และสิงหฬทวีป การปกครองคณะสงฆ์จึงต้องเนื่องด้วยราชการแผ่นดิน ตั้งแต่การวาง แบบแผนปกครองคณะสงฆ์ ตลอดจนตั้งสังฆนายกให้มีสมณศักดิ์ ให้การฝ่ายพระพุทธจักร และพระราชอาณาจักร เป็นไปโดยสะดวกด้วยกัน พระพุทธศาสนาจึงประดิษฐานมั่งคงสืบมาใน ประเทศนั้น ๆ”
    • และก็เรื่องสมณศักดิ์นี้ ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ได้ทรงตั้งขึ้นควบคู่ไปกับการ วางแบบแผนการปกครองคณะสงฆ์ ภายหลังจากที่ได้รับลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาประดิษฐานใน อาณาจักรของพระองค์
    • เรื่องการตั้งสมณศักดิ์ ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่ปรากฏในศิลาจารึกกล่าวแต่ เพียงตำแหน่งว่า มีสังฆราช มีปู่ครูมีมหาเถระและเถระ แต่ราชทินนามสมณศักดิ์ มิได้กล่าวไว้ หากแต่ไปมีในหนังสือพงศาวดารเหนือ กล่าวไว้ว่า ครั้งพระนครสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น จัด ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ เป็นฝ่ายขวาฝ่าย ๑ ฝ่ายซ้ายฝ่าย ๑ และมีราชทินนามสำหรับ สังฆนายก ดังนี้

    ฝ่ายขวา
    พระสังฆราชา อยู่วัดมหาธาตุ
    พระครูธรรมไตรโลก อยู่วัดเขาอินทรแก้ว
    พระครูยาโชด อยู่วัดอุทยานใหญ่
    พระครูธรรมเสนา อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

    ฝ่ายซ้าย
    พระครูธรรมราชา อยู่วัดไตรภูมิป่าแก้ว
    พระครูญาณไตรโลก อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ
    พระครูญาณสิทธิ อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

    (ตามที่ปรากฏในพงศาวดารเหนือว่าไว้ดังนี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรง สันนิษฐานว่า อาจจะจัดขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทก็ได้)

  3. เรื่องการปกครองสงฆ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องควบคู่กับ เรื่องสมณศักดิ์หรือจะว่าเรื่อง การจัดการปกครองสงฆ์ก่อนแล้ว เรื่องสมณศักดิ์ตามหลังมาก็ว่าได้ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง มหาราช ทรงแยกการปกครองสงฆ์ออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่มาจากลังกาวงศ์ เรียกว่า ฝ่ายอรัญวาสีฝ่ายคณะสงฆ์เดิมที่มีมาแต่ก่อน เรียกว่า ฝ่ายคามวาสีแต่ละฝ่ายมีสังฆราช เป็นตำแหน่งสังฆนายกชั้นสูงสุด มีตำแหน่งปู่ครูซึ่งเพี้ยนมาเป็นตำแหน่ง “พระครู” ในปัจจุบัน เป็นตำแหน่งสังฆนายกรองลงมาจากสังฆราช (การแยกการปกครองสงฆ์ออกเป็นอรัญวาสีและคามวาสีนี้ยังไม่ชัดแจ้งว่าจัดในสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท กันแน่นอนนัก)
  4. เรื่องการถวายที่กัลปนา เรื่องนี้เก็บความได้จากพงศาวดารเหนือบางตอนได้ ความว่า พระยาร่วงได้พระราชทานที่ไร่และนาสัด วัดวาอารามไว้เป็น พระกัลปนาอุทิศไว้ สำหรับ วัดโคกสิงคาราม ตำบลนา ๕๐๐ ไร่ ตำบลโอทานา ๒๕๐ ไร่ ตำบลคลองวัดกูปไปถึง ป่าปูน ๑๕๐ ไร่ ตำบลนาดอนได้ ๔๖๐ ไร่ สำหรับวัดแก้วราชประดิษฐาน ตำบลนาตะแคงได้ ๒๕ ไร่ ตำบลทุ่งขาลาได้ ๗๖๐ ไร่ ตำบลศีรษะกระบือได้ ๗๕๐ ไร่ นอกจากนี้ก็มีวัดอุทยาน ใหญ่ วัดเขาหลวง วัดเขาอินทร์อรัญวาสีและวัดไตรภูมิป่าแก้ว
  5. เรื่องให้กำเนิดกฐินหลวง เรื่องกฐินหลวงนี้นับว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็น พระปฐมกษัตริย์ที่ทรงกำหนดให้มีพระราชประเพณีทอดกฐินหลวงขึ้นเป็นพระองค์แรก ในบรรดานานาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา จนประเพณีอันนี้ได้สืบเนื่องมาจนตราบเท่าทุก วันนี้ จากหนังสือตำนานกฐิน ของหลวงวิจิตรวาทการ กล่าวเป็นการรับรองเกี่ยวกับราช ประเพณีกฐินหลวง ไว้ดังนี้
    “การทอดกฐินนั้น สำหรับในอินเดียสมัยพุทธกาล หรือต่อมากับในลังกานั้น ได้มี ผู้พยายามค้นคว้าหานามผู้ทอดกฐิน แต่ไม่พบว่าใครทอดบ้าง และการทอดกฐินในประเทศอื่น ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำกันเป็นงานใหญ่โตสำคัญเท่ากับในเมืองไทย เพราะในเมืองไทยนั้น การทอดกฐินเป็นราชประเพณีหนึ่งซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงนำราษฎร ให้บำเพ็ญกุศลในเรื่องนี้กฐินที่พระมหากษัตริย์ทรงทอดด้วยพระองค์เองก็ดีหรือพระราชทาน ให้ผู้หนึ่งผู้ใด ทอดในนามของพระองค์เองก็ดีเรียกกันว่า “กฐินหลวง” และในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ก็สอดคล้องรับรองกับคำกล่าวของหลวงวิจิตรวาทการ อีกด้วย ดังความในศิลาจารึกว่าไว้ดังนี้
    “คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้า ลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมี ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษา กราลกฐินเดือนหนึ่ง จึงแล้ว เมื่อกราลกฐินมีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้มีหมอนนั่งหมอนนอน บริพารกฐิน โอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสวดญัตติกฐิน ถึงอรัญญิกพู้น เมื่อจะเข้าเวียงเรียงกันแต่อรัญญิก พู้น ท้าวหัวลานคำบง คำกลอยด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจะ มักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เทียนญอม คนเสียดกันเข้า ดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดังจักแตก”
  6. เรื่องการศึกษาเล่าเรียน เรื่องเกี่ยวกับการศึกษาของไทยเรานั้น ต้องนับว่าเรา เริ่มต้นมาตั้งแต่รัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงให้ กำเนิดตัวหนังสือไทย เมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖ ทำให้ชนชาติไทยไพร่บ้านพลเมืองของพระองค์มีตัว หนังสือใช้และในการประดิษฐ์คิดแบบตัวอักษรไทยขึ้นใช้นี้การที่จะให้อักษรไทยแพร่หลาย พระองค์ต้องอาศัยการพระศาสนาเป็นประการสำคัญ จึงนับว่าพระองค์เป็นพระปฐมแห่ง การศึกษาของชาติไทยในยุคตั้งสยามประเทศ ณ กรุงสุโขทัยโน้น
    พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงบำรุงพระศาสนาและการศึกษาควบคู่กันไป โดย อาราธนาพระสงฆ์ลังกาวงศ์ผู้รอบรู้พระไตรปิฎก จากเมืองนครศรีธรรมราช มาสู่สำนักสุโขทัย ดังความปรากฏในศิลาจารึก หลักที่ ๑ ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น นอกจากนั้นยังได้ให้การ ศึกษาโดยวิธีอบรมพลเมือง โดยทรงปลูกดงตาลให้ประดิษฐานพระแท่นมนังคศิลากลางดงตาล นั้น ในวันธรรมสวนะโปรดให้มหาเถระขึ้นนั่งแสดงธรรมแก่อุบาสก ผู้จำศีล ส่วนวันอื่น ๆ พระองค์เสด็จขึ้นทรงอบรมข้าราชการและประชาชนเอง ดังความในศิลาจารึกว่า “๑๒๑๔ ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยนี้ ปลูกไม้ตาลได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฟัน ขะดารหิน ตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้วันเดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็มเดือนบ้าง ฝูงปู่ครูมหา เถระ ขึ้นนั่งเหนือขะดารนี้ สวดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีลผิใช่วันสวดธรรม พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขะดารหิน ให้ฝูงท่วย ลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านเมืองกัน”
Share Button

You may also like...

ใส่ความเห็น

WordPress spam blocked by CleanTalk.