อริยสัจ

อริยสัจ แปลวา

“สัจจะของผูประเสริฐ (หรือผูเจริญ)”
“สัจจะที่ผูประเสริฐพึงรู”
“สัจจะที่ทําใหเปนผูประเสริฐ”
หรือแปลรวบรัดวา “สัจจะอยางประเสริฐ”
พึงทําความเข าใจไวกอนวา มิใชสัจจะตามชอบใจของโลก หรือของตนเอง แตเปน สัจจะทางปญญาโดยตรง

อริยสัจมี๔ คือ

  1. ทุกข  ไดแกความเกิดความแกความตาย ซึ่งมีเปนธรรมดาของชีวิตและความ โศกความระทม ความไมสบายกายความไมสบายใจความคับแค้นใจ ซึ่งมีแกจิตใจและ รางกายเปนครั้งคราวความประจวบกับสิ่งที่ไมรักไมชอบ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ ความปรารถนาไมสมหวังกลาวโดยยอก็คือกายและใจนี้ เองที่เปนทุกขตาง ๆ จะ พูดวา ชีวิตนี้เปนทุกขตาง ๆ ดังกลาวก็ได
  2. สมุทัย เหตุให เกิดทุกข์ได แกตัณหาความดิ้นรน ทะยานอยากของจิตใจคือ ดิ้นรนทะยานอยากเพื่อที่จะไดสิ่งปรารถนาอยากไดดิ้นรนทะยานอยากเพื่อจะเปนอะไร ตางๆ ดิ้นรนทะยานอยากที่จะไมเปนในภาวะที่ไมชอบตางๆ
  3. นิโรธ ความดับทุกข์ได แกดับตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากดังกลาว
  4. มรรค ทางปฏิบัติใหถึงความดับทุกข ได แกทางมีองค  ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดําริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ เพียรพยายามชอบ สติชอบ ตั้งใจชอบ

ไดมีบางคนเข้าใจวา พระพุทธศาสนามองในแงรายเพราะแสดงให เห็นแตทุกข  และสอนสูงเกินกวาที่ คนทั่วไปจะรับไดเพราะสอนใหดับความดิ้นรนทะยานอยากเสีย หมดซึ่งจะเปนไปได ยากเห็นวาจะต้องมีผูเข้าใจดังนี้จึงต้องซ้อมความเข้าใจไวกอนที่จะ แจกอริยสัจออกไป พระพุทธศาสนามิไดมองในแงรายหรือแงดีทั้งสองแตอยางเดียวแต มองในแงของสัจจะคือความจริงซึ่งต้องใชปญญาและจิตใจที่บริสุทธิ์ประกอบกัน พิจารณา

ตามประวัติพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้ามิไดทรงแสดงอริยสัจแกใครงาย ๆ แตได ทรงอบรมด้วยธรรมข้ออื่นจนผูนั้นมีจิตใจบริสุทธิ์พอที่จะรับเข้าใจได แลวจึงทรงแสดง อริยสัจธรรมข้ออื่นที่ทรงอบรมกอนอยูเสมอสําหรับคฤหัสถนั้น คือ ทรงพรรณนาทาน

Share Button