ไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์

หมายถึง ลักษณะที่ทั่วไป ไดแกสังขารทั้งปวงคือ อนิจจะ ทุกขะอนัตตา

อนิจจไมเที่ยง คือไมดํารงอยูเปนนิตยนิรันดร  เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็ตองดับในที่สุด ทุก ๆ สิ่งจึงมีหรือเปนอะไรขึ้นมาแลวก็กลับไม่มีเปนสิ่งที่ดํารงอยูชั่วคราว

ทุกขะ ทนอยู่คงที่ไมได ตองเปลี่ยนแปลงไปอยูเสมอเหมือนอยางถูกบีบคั้นให ทรุดโทรมเก่าแก่ไปอยูเรื่อย ๆ ทุก ๆ คนผูเปนเจ้าของสิ่งเชนนี้ก็ตองทนทุกข  เดือดร้อน ไมสบายไปด วยเชนไมสบายเพราะรางกายปวยเจ็บ

อนัตตาไมใชอัตตา คือไมใชตัวตน อนัตตานี้ขออธิบายเปนลําดับชั้นสามชั้น ดังตอไปนี้

  1. ไมยึดมั่นกับตนเกินไป เพราะถ ้ายึดมั่นกับตนเกินไป ก็ทําใหเปนคนเห็นแกตัว ฝายเดียว หรือทําให หลงตน ลืมตน มีอคติคือลําเอียงเข้ากับตน ทําใหไมรูจักตนตามเปนจริง เชนคิดวาตนเปนฝายถูกตนต้องไดสิ่งนั้นสิ่งนี้ดวยความยึดมั่นตนเองเกินไป แตตามที่เปนจริงหาไดเปนเชนนั้นไม
  2. บังคับใหสิ่งตาง ๆ รวมทั้งรางกายและจิตใจไมใหเปลี่ยนแปลงตามความ ตองการไมได เชน บังคับใหเปนหนุมสาวสวยงามอยูเสมอไมไดบังคับให ภาวะของจิตใจ ชุมชื่นวองไวอยูเสมอไมได
  3. สําหรับผูที่ไดปฏิบัติไปได จนถึงขั้นสูงสุดเห็นสิ่งตาง ๆ รวมทั้งรางกายและ จิตใจเปนอนัตตาไมใชตัวตนทั้งสิ้นแลวตัวตนจะไมมีตามพระพุทธภาษิตที่แปลวา “ตนยอมไมมีแกตน” แตก็ยังมีผูซึ่งไมยึดมั่นอะไรในโลกผูรูนี้เมื่อยังมีชีวิตอยูก็สามารถ ปฏิบัติสิ่งตาง ๆ ใหเปนไปตามสมควรแกสถานที่และสิ่งแวดล้อม โดยเที่ยงธรรมล้วน ๆ (ไมมีกิเลสเจือปน)
error: Content is protected !!